Ester

วันเสาร์ที่ผ่านมา ไปทัศนศึกษาวิชา การอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมฯ ที่กาญจนบุรีมาล่ะ ~

--จุดหมายแรกของเราคือคือน้ำตกไทรโยคน้อย ---

โห วันนั้นตูแต่งตัวดูทอมหน่อยๆ เพื่อนมันล้อว่าไปกะลุง = ="

แต่ไม่เป็นไร เพราะตูก็เรียกมันว่า "ป้าๆ ทั้งหลาย"เป็นอันเสมอกัน ~

น้ำตกที่นี่ไม่ลื่นเลย เพราะว่า หินมันเป็นหินปูน เดินได้สบาย ดีมากๆ

โอ้ว แสงอาทิตย์สาดส่อง~

ชีสสสสสสส~~

ถัดจากน้ำตกมาหน่อย จะมีทางให้เดินขึ้นไปดูถ้ำข้างบนด้วย

ไอ้ตูกับเพื่อนก็หลงเดินขึ้นไป แต่ก็ดูไม่ได้ เพราะอาจารย์บอกว่าไม่ให้เข้า

โห มันเหนื่อยนะคะ 'จารย์ กว่าจะขึ้นมาได้อ่ะ !!! T-T

แต่ไม่เป็นไร เดินลงไปข้างล่างก็ได้ มีที่ถ่ายรูปอีกเหมือนกัน

และแล้ว...เราสะพายเป้ออกเดินทางต่อเพื่อตามหาไข่ย้อย...(เฮ้ย คนละเรื่องกันแล้ว)

+++++++

เอาล่ะ...หลังจากนั้นจุดหมายที่สองที่เราแวะคือเขื่อนวชิราลงกรณ

เดินขึ้นสันเขื่อนจนตับแลบเลยค่ะ ทางมันชัน หอบแฮ่กๆไปตามๆกัน

(เห็นภาพแล้วนึกถึงฉากใน lord of the ring

ตอนที่พวกโฟรโดเดินทางเอาแหวนที่ทิ้งที่เมาท์ดูม)

สู้ต่อไปเหล่าผู้กล้าทั้งหลาย วะฮ่าๆๆๆๆ

พอขึ้นมาถึงสันเขื่อนแล้ว วิวสวยดี มันกว้างสุดลูกหูลูกตาเลยล่ะ

อ้อ...ลิงกังเยอะด้วยนะ :P

ยังกะมาเที่ยวเกาะในทะเลทางใต้เลยแฮะ

น้ำสีเขียวตัดกับสีของหน้าผา

ว่าแล้วก็อยากไปเที่ยวทะเลจัง~

ไหนๆก็มาแล้ว ขอถ่ายกับป้ายชื่อเขื่อนหน่อย

-- ข้างบนนี้ลมพัดแรงมาก --

-- ตอนขาลง --

เราก็ไปนั่งพักกินข้าวกันต่อ กินข้าวท่ามกลางธรรมชาติก็ไม่เลวนะ

แต่....กับข้าวไม่อร่อยเลย เค็มๆแห้งๆ น้ำก็มีนิดเดียวเพราะ อจ.ลืมเอาไป T-T

+++++

จุดหมายต่อไปคือ ตลาดในอำเภอทองผาภูมิ

ตัวเมืองทองผาภูมิที่เราเห็น เป็นเมืองเล็กๆ ในภูเขาที่ความเจริญเข้าถึง

เราไม่ได้ชอปปิ้งที่นี่เพราะไม่มีอะไรจะซื้อ แดดร้อนมาก

รถคันที่เรานั่งจอดพักข้างๆโรงเรียนอะไรก็จำชื่อไม่ได้แล้ว

มันเป็นโรงเรียนเล็กๆ มองเห็นวิวภูเขาด้วยล่ะ โครตเท่เลย

แต่ไม่ได้ถ่ายรูปไว้หรอกนะ

+++++

พอออกจากตลาดแล้ว จุดหมายต่อไปก็ไปที่น้ำตกไทรโยคใหญ่

แต่ไม่ได้ถ่ายน้ำตก เพราะแบทกล้องหมดก่อน

วิวด้านขวาของสะพานแขวน

นี่วิวด้านซ้าย เรือนแพเต็มแม่น้ำไปหมด

สะพานแขวนเวลาเดินมันจะโคลงๆ หน่อย กลัวว่ามันจะตกลง

ไม่กล้ามองลงไปข้างล่างเลย ขาอ่อนไปหมด -_-"

นี่ตอนนั่งเรือด่วนชมวิวริมแม่น้ำ

เสียค่านั่งคนละ 30 บาท ถือว่าไม่แพงเลย

น้ำเวลากระทบแสงแดด เป็นสีทองระยิบระยับสวยเชียว

+++

อจ. ให้แวะพักที่น้ำตกนี้ชม.ครึ่ง อยากเล่นน้ำมากๆ แต่ไม่ได้เอาชุดไปเปลี่ยน

แค่ได้เอาเท้าจุ่มๆ เดินเล่นก็พอใจแล้วล่ะ ^-^

+++

พอถึงเวลา บ่ายกี่โมงรู้ คณะทัวร์ก็เดินทางไปที่ ช่องเขาขาด ที่มีทางรถไฟสายมรณะ

ที่นี่ไม่ค่อยมีอะไรดูเลย หลอกให้เดินขึ้น-เดินลงเขาซะเหนื่อยไปตามๆกัน

และสุดท้ายก็แวะที่ร้านแก้ว เพื่อซื้อของที่ระลึก

กลับถึงมหาลัยศิลปากรเวลาเกือบสามทุ่ม

วันนี้เหนื่อยแต่ก็สนุกมาก อยากไปเที่ยวอีกจัง

+++

สวัสดีครับ พ่อแม่พี่น้องที่เคารพรักทุกท่าน.....

เนื่องจากวันเสาร์ที่ ๓ กุมภาพันธ์ ๒๕๕๐

พอดีได้ไปวาดรูป วิชา Visual Art I ที่ จ. ราชบุรี

---------------------------

รูปแรก....มาดูหนังหน้าของเจ้าของบล็อกก่อนละกัน โผล่มาทักทาย ไม่เจอกันนาน ....โทรมสุดๆ นอนตีสาม ตื่นเจ็ดโมงเช้า -*- ที่นอนดึกไม่ใช่ทำการบ้านอะไรหรอก มัวอ่านการ์ตูนเรื่อง Life ที่เพื่อนเช่ามา มันส์มาก อ่านไป ๗ เล่มรวด กว่าจะได้นอน - -"

อจ. นัด ๙.๐๐ น.ที่หน้าคณะ ปรากฏว่ากว่ารถจะได้ออกจริงๆ ก็ประมาณ ๙.๓๐ น. -*-

เย้...บ๊าย บาย ทับแก้ว ตอนเย็นเจอกันนะ

---------------------------

นั่งรถมาไม่นานก็ถึงที่แรก วัดคงคาราม ตั้งในสมัยกรุงธนบุรี หลักฐานทางศิลปะที่สำคัญภายในวัดได้แก่ ภายในพระอุโบสถของวัดมีจิตรกรรมผาผนังเขียนเป็นภาพอดีตพระพุทธเจ้า ภาพเทพชุมนุม พุทธประวัติ และทศชาติชาดก ฝือมือสกุลช่างกรุงเทพฯ ช่วงปลายรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระนั่งเกล้าเจ้าอยู่หัว ซึ่งมีความงดงามมาก

ภาตจิตกรรมฝาผนัง

ประวัติพระพุทธเจ้า

ตอนมารผจญ

อุ๊ยๆ รูปนี้อยู่ในไตรภูมิ ความขี้เล่นของจิตรกร

ประตูพระอุโบสถ แกะสลักลวดลายไม้อย่างสวยงาม ปัจจุบันยังสวยขนาดนี้ แล้วแต่ก่อนจะขนาดไหนนะ

นอกจากภาพจิตกรรมฝาผนังแล้ว ยังมีเรือนไม้สักทรงไทยขนาดใหญ่เป็นพิเศษที่มีงานสลักไม้อย่างวิจิตรที่บานหน้าต่าง

---------------------------

สถานที่ต่อมาคือ วัดมหาธาตุ มาวาดรูปที่วัดนี้แหละ อจ. ให้วาดภาพอะไรก็ได้ในวัด ไอ้เราก็เลยหารูปที่ (คิดว่า? รึเปล่านะ? -*-) ง่ายๆ หน่อย ให้เวลาวาดชม.ครึ่ง น้อยมากกก แค่ drawing ยังไม่เสร็จเลย จะให้ลงสีได้ไงเนี่ย ไม่ใช่มืออาชีพนะคะ 'จารย์ ก็เลยถ่ายรูปไว้แล้วค่อยมาลอกทีหลัง - -'' (รูปที่วาดไม่ใช่รูปข้างล่างนี่นะ -*- )

วัดมหาธาตุ เป็นปูชนียสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่เกือบใจกลางเมืองราชบุรี สันนิษฐานว่า เดิมคงสร้างขึ้นในสมัยทวารวดี (ราวพุทธศตวรรษที่ ๑๕- ๑๖ ) ต่อมาเมื่ออิทธิพลวัฒนธรรมเขมรแพร่เข้ามา จึงมีการก่อสร้างปราสาทแบบขอมขึ้นทับซ้อนศาสนาสถานสมัยทวารวดี และสร้างกำแพงศิลาแลงล้อมรอบ เพื่อให้เป็นศูนย์กลางของเมืองตามคติความเชื่อเรื่องจักรวาลของเขมร

ต่อมาแบบขอมคงจะชำรุดหักพังลง ดั้งนั้นในสมัยกรุงศรีอยุธยาตอนต้น จึงได้มีการก่อสร้างพระปรางค์แบบอยุธยาขึ้นซ้อนทับ ประกอบด้วย ปรางค์ประธาน และปรางค์บริวาร จำนวนสามองค์

แผนผังของพระปรางค์มีลักษณะคล้ายคลึงกับพระปรางค์ของวัดมหาธาตุ จ.ลพบุรี และพระปรางค์พุทไธสวรรค์ จ.พระนครศรีอยุธยา.

ภายในคูหาปรางค์ประธานมีภาพจิตรกรรมเขียนบนผนังที่ฉาบด้วยดินดิบ เป็นรูปอดีตพระพุทธเจ้าและพุทธประวัติ ศิลปกรรมแบบสมัยอยุธยาตอนต้น

ทางเดินรอบๆ องค์พระปรางค์

เศษพระพุทธรูปที่ชำรุดแตกหัก

กำแพงศิลาล้อมรอบพระปรางค์ มีทับหลังกำแพงสกัดจากหินทรายสีชมพูเป็นรูปพระพุทธรูปประทับนั่งสมาธิอยู่ในซุ้มเรือนแก้วใบระกา พระพักตร์เป็นรูปสี่เหลี่ยม พระเกตุมาลารูปกรวยคว่ำ พระโอษฐ์แสดงรอยยิ้ม ซึ่งเป็นลักษณะที่นิยมสร้างในศิลปะเขมรแบบบายน นอกจากนี้ยังปรากฎอิทธิพลของศิลปะทวารวดี เช่น แนวเส้นขนงต่อกันเป็นรูปปีกกา พระนาสิกใหญ่แบน และพระโอษฐ์หนา เป็นต้น

พระมณฑป อาคารก่ออิฐถือปูนย่อมุมไส้ยี่สิบ ผนังด้านในมีจิตกรรมฝาผนัง สันนิษฐานว่าสร้างขึ้นในสมัยกรุงรัตนโกสินทร์ตอนต้น

---------------------------

สถานที่ต่อมาคือ พิพิธภัณฑสถานแห่งชาติ ราชบุรี แต่ก่อนเคยเป็นศาลากลางจังหวัด

โครงกระดูกมนุษย์สมัยก่อนประวัติศาสตร์

ชิ้นส่วนของกลองมโหระทึก และเครื่องประดับ

ภาชนะดินเผาสมัยก่อนประวัติศาสตร์

พระโพธิสัตว์อวโลกิเตศวรเปล่งรัศมี

พระแสงราชศาสตราประจำมณฑลราชบุรี

---------------------------

และที่สุดท้ายที่แวะไปเยือนคือ ถ้ำเขาบิน เป็นถ้ำหินงอกหินย้อย สวยมาก แต่ถ่ายรูปไม่ค่อยขึ้น เพราะถ่ายโหมดกลางคืน ไม่มีขาตั้งกล้อง มือไม่นิ่งพอ ทำให้รูปออกมาเสียเยอะมาก ไม่ดี ต้องบอกว่า หารูปดีไม่ได้เลย -*-

ภายนอกถ้ำ

ภายในถ้ำ ขอบอกว่าเป็นห้องซาวน่าดีๆ นี่เอง ร้อนอบอยู่ในนั้นเพราะอากาศไม่ผ่านเข้าไป คิดว่า ถ้าไปบ่อยๆ ซักวันคงจะผอม ฮ่าๆๆๆๆ T^T

หินย้อย

บางส่วนของผนังถ้ำ

บ่อน้ำศักดิ์สิทธิ์ภายในถ้ำ ที่ชาวบ้านเชื่อว่า ดื่มแล้วช่วยรักษาโรคได้ แต่ไม่กล้าชิมหรอกนะ เดี๋ยวท้องเสีย

---------------------------

จากนั้นก็เดินทางกลับถึงทับแก้วโดยสวัสดิภาพ

The END